เปลี่ยน vdo presentation ให้เป็นมากกว่า vdo บริษัท

ความหมาย ของ Corporate video ก็คือ วีดีโอทุกชนิดที่เล่าเรื่องหรือพูดถึงธุรกิจหรือองค์กรของเรานั่นแหละ

ตัวอย่างเช่น วีดีโอเทรนพนักงานใหม่, วีดีโอโชว์ทางหนีไฟ, วีดีโอโปรโมชั่น, โปรโมทการสมัครสมาชิก W88 และวิดีโออื่นๆ ไปจนถึงวีดีโอสรุปงบประมาณประจำปี

หลายคนคงคิดว่า วีดีโอที่พูดมา บางอย่างช่างดูไม่มีแก่นสารที่จะทำเอาเสียเลย ถ่ายกันเองแล้วเอาไว้ดูกันเองดีกว่าไหม จ้างเขาถ่ายก็เสียงบบริษัท บางวีดีโอเอาของเก่ามาวนใช้ก็ได้ อย่างสมมุติวีดีโอโชว์ทางหนีไฟ บางบริษัทแปลนอาคารไม่เคยเปลี่ยนมาเป็นสิบปี ก็ใช้ตัวเดิมนั่นแหละ

อันนั้นก็คงไม่ไปเถียง ถ้าคุณจะมองเรื่องความคุ้มค่าของบริษัท สงสัยหรือไม่ว่า ทำไมเวลาเราขึ้นเครื่องบิน ได้ชมวีดีโอความปลอดภัยแต่ละสายการบิน เขาถึงทำวีดีโอใหม่กันตลอดเลย ในขณะที่เครื่องบินก็ลำเดิม

เพราะโลกทุกวันนี้ เป็นโลกยุคโซเชียล ท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย แต่ละธุรกิจต้องพยายามทำตัวเองให้อยู่ในกระแสตลอดเวลา เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าตัวเราไม่ได้หยุดนิ่งพร้อมเสนอสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ยังไงคนเราก็ต้องการของใหม่เสมอ สมมุติว่า เราเปิดโรงแรมของเราที่หนึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราทำวีดีโอโชว์โรงแรมเมื่อ 10 ปีที่แล้วไว้สวยมาก สมัยโน้นเปิดให้ใครดูก็ชื่นชมอยากชวนเพื่อนมาพักหมด 10 ปีผ่านไป เราก็ยังใช้วีดีโอตัวเดิมเวลาไปขายลูกค้าหาคนมาพัก ถามว่า ลูกค้าจะประทับใจจนอยากมาพักหรือเปล่า

เดี๋ยวนี้แค่ 2-3 ปี คนดูก็แยกออกแล้วว่า มันเก่า!

SAFETY VIDEO ของ AIR NEW ZEALAND จับกระแส LORD OF THE RINGS และจะเปลี่ยนวีดีโอแทบทุกปี

ด้วยเหตุนี้ เราจึงก็จำเป็นต้องอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะทำให้คนเห็นภาพได้ยังไงว่า องค์กรหรือธุรกิจของเรามีความตื่นตัวอยู่ตลอด นอกจากการจัดกิจกรรม ทำโฆษณา ทำประชาสัมพันธ์แล้ว

แนวทางการทำวิดีโอ เพื่อโปรโมทบริษัท

Corporate video จึงมาปิดช่องว่างตรงนี้

Corporate video สามารถทำได้ทั้งปี ทำต่อเนื่องได้ ลงทุนไม่สูงเท่าโฆษณา และมีความซอฟท์มากกว่าโฆษณา ตรงที่เราไม่ได้เจตนาขายตรงๆ แต่เราเล่าเรื่อง และใช้เวลาในวีดีโอได้ไม่จำกัด (แต่ก็ไม่ควรยืดยาวเกินไป) อย่างที่บอกแล้วว่า นี่คือทุกวีดีโอทั้งหลายที่เล่าเรื่ององค์กรของเรา ยิ่งทุกวันนี้เรามีแพลตฟอร์มทั้ง Facebook, YouTube, Instagram ที่สามารถอัพวีดีโอได้ทันที สามารถถ่ายทอดสดออนไลน์ได้แล้ว สถิติการตลาดในปัจจุบันก็ชี้แนวโน้มให้เห็นว่า คนดูวีดีโอเพื่อการตัดสินใจกันมากขึ้น

ดังนั้น เพียงแค่โฆษณา กับวีดีโอประชาสัมพันธ์ส่งสื่อ จึงไม่เพียงพออีกต่อไป กับโลกที่ไหลไปรวดเร็วแบบนี้

แต่เมื่อทุกอย่างง่าย หลายคนอาจคิดว่าทำเองก็ได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาไอโฟนถ่ายแล้วก็อัพเลย ใจเย็นๆครับ!! ลองคิดดูว่า ถ้าเราถ่ายเองอัพเอง คิดว่าเป็น Corporate video แล้ว คนเขามองออกครับว่า เราตั้งใจถ่ายทำจริงจัง หรือเพียงเพราะแค่อยากอยู่ในกระแส ไปๆมาๆ คนจะมองธุรกิจเราเป็นพวกเล่นๆไม่จริงจังเอา กลายเป็นทำร้ายธุรกิจทางอ้อม

นี่เป็น Corporate video ที่เหล่าพนักงานของ Apple ไปร่วมงานเดินพาเหรดชาวสีม่วง LGBT ซึ่งเป็นกึ่งๆไปทำงานและกึ่งๆพาพนักงานออกนอกสถานที่ไปเที่ยวอย่างหนึ่ง ซึ่งจะถ่ายกันเองขำๆแบบไม่ต้องซีเรียสก็ได้ แค่ให้รู้ว่า Apple สนับสนุนชาวสีม่วงนะ

แต่เมื่อดูจากภาพในวีดีโอแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เขามีการคิดและวางแผนถ่ายทำอย่างดีเราจะเห็นทั้ง ภาพที่ถ่ายทำจาก Drone ที่เห็นเมืองจากภาพมุมสูง เราจะเห็นช็อตที่พนักงานมีปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วไป แต่จงใจตั้งกล้องให้ช็อตดูดี กระทั่งพนักงานขี่จักรยาน ก็ยังมีช็อตสวยๆ เห็นล้อปั่น ถ่ายพนักงานเรียงหน้าขี่จักรยาน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ สร้างภาพให้ธุรกิจของ Apple ดู Pride แบบ Key message ของวีดีโอตัวนี้

ในทุกเวลา ทุกอย่างสามารถเป็น Corporate video ได้หมด เพราะทุกอย่างที่ทำในธุรกิจของเรานั้น ก็คือหนึ่งในแผนงานที่ทำให้บริษัทเดินหน้า เราคงไม่ต้องทำกันทุกเดือน แต่ในโลกที่คนกำลังเสพข้อมูลตัดสินใจทุกอย่างผ่านภาพและวีดีโอ เสพสื่อโซเชียลเป็นชีวิตประจำวัน ลองเราหายหน้าไปจากสื่อโซเชียลสักพัก เพื่อนเราจะนึกว่าเราหายหัวหรือตายไปแล้ว!

“ลองคิดภาพของธุรกิจเรา ถ้าไม่อัพเดตอะไรเลย วีดีโอโชว์ลูกค้าก็เก่าเก็บหลายปีที่แล้ว ลูกค้าอาจจะคิดว่า เราปิดกิจการไปแล้วก็ได้!”

การขึ้นภาพอัพเดตธุรกิจหน้าเฟสบุ๊กก็ดี แต่เดี๋ยวนี้คนคงอยากเห็นเราเป็นภาพเคลื่อนไหวมากกว่าเดิม เพราะวีดีโอช่วยให้คนเกิดความรู้สึกว่า เรามี Interactive กับเขา เราเชื่อมต่อกับเขาตลอด เช่นเว็บดูหนัง mclub4k.com ที่มีการโปรโมทหนังใหม่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น แผนธุรกิจประจำปีนี้ของคุณ เริ่มแพลน Corporate video เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานเลยครับ

Search Engine มีผลต่อธุรกิจของคุณอย่างไร ?

หลายท่านคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน Internet เข้ามาอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจนั้น มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในอดีต เราทำธุรกิจโดยการติดต่อสื่อสารและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ธุรกิจของเราโดยผ่านสื่อต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์และโทรศัพท์ เป็นต้น

ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้ จะมีค่าใช้จ่ายสูง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้น้อยและอาจจะไม่ตรงจุด แต่ในปัจจุบัน เมื่อสื่อ internet เข้ามามีบทบาทกับมนุษย์มากขึ้น ทำให้การดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไป และทำได้ง่ายขึ้น โดยแต่ละบริษัทได้มีเว็บไซต์ประจำบริษัท ของตนเอง ทำให้โลกทัศน์ในการทำธุรกิจกว้างขึ้น สามารถติดต่อธุรกิจกับชาวต่างประเทศได้ ซึ่งแต่เดิม เราจำกัดกลุ่มของลูกค้าอยู่ในแต่ประเทศไทยเท่านั้น

ถ้าหากต้องการทำธุรกิจกับลูกค้าต่างประเทศ ท่านต้องมีทุนสูงและ ต้องทำการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่อธุรกิจกับกลุ่มลูกค้า

แต่ในปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสูงเพราะเว็บไซต์ของเราสามารถไปได้ทั่วโลก

และนอกจากนี้เราไม่จำเป็นต้องเสียวเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เพราะเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทางอินเตอร์  ทำให้ประหยัดทั้งเวลา และประหยัดทั้งเงินตรา

 

ที่กล่าวมาข้างต้น ท่านทั้งหลายคงจะเห็นประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตและเว็บไซต์แล้ว ไม่มากก็น้อย แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัย Search Engine

เพราะว่า  Search Engine   เปรียบเสมือนห้องสมุดใหญ่ ที่คนทั่วโลก ใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยเฉพาะข้อมูลทางธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเว็บไซต์ของท่านปรากฏอยู่ใน Search Engine ในอันดับต้นๆ และปรากฏมากที่สุด ย่อมหมายถึงท่านจะเป็นผู้ได้เปรียบทางการตลาดมากที่สุดด้วยเช่นกัน

Search Engine

SEO กับ PPC แตกต่างกันอย่างไร ?

SEO ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization หมายถึง กระบวนการที่จะทำให้ชื่อเว็บไซต์ของคุณ ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของผลการค้นหาคำ( Search Keyword ) ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ หรือบริการของคุณ บนเว็บไซต์ที่เป็น search engine และต้องรักษาอันดับให้อยู่ในระดับที่ดีอยู่เสมอ

PPC ย่อมาจากคำว่า PAY-PER-CLICK หมายถึง วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตอีกรูปแบบหนึ่ง โดยอาศัยหลักการของ Search Engine กับจำนวนคนที่คลิกเว็บไซต์ของเรา ผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ยกตัวอย่าง เช่น google.com ,Yahoo.com เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการ ต่อเมื่อมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตคลิกลิงค์ หรือแบนเนอร์เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ของเรา ผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ ตามราคาที่เราตกลงไว้ แต่ถ้าผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต เพียงแค่อ่านลิงค์ หรือแบนเนอร์ของเว็บไซต์ โดยไม่ได้คลิกเพื่อเข้าชมเว็บไซต์ของเรา ทางเราก็ไม่ต้องเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการแต่อย่างใด

สิ่งที่ทำให้ SEO กับ pay-per-click แตกต่างกันก็คือ

 

SEO ไม่ต้องเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการ คือ Search Engine (Google,Yahoo,Msn) เมื่อมีผู้คลิกที่ลิงค์หรือแบนเนอร์ของท่าน แต่ต้องใช้ความรู้และทักษะตลอดจนระยะเวลาในการทำให้ เว็บไซต์ของท่านติดอันดับใน Search Engine

ส่วน PPC นั้น ไม่จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะรวมทั้งระยะเวลาในการทำให้ติดอันดับใน Search Engine แต่อย่างใด เพียงแค่คุณมีงบประมาณในการโฆษณาเท่านั้น ก็สามารถใช้งาน PPC ได้ภายใน 15 นาทีทันที แต่ท่านต้องคำนึงอยู่เสมอว่า เมื่อมีผู้ใช้บริการคลิกที่ลิงค์ของเว็บไซต์ท่านเมื่อไร ท่านจะต้องเสียค่าบริการให้กับผู้ให้บริการทันที ตามราคาต่อคลิกที่ตกลงกันไว้

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องเปรียบเทียบดูว่าเว็บไซต์ของท่านประกอบธุรกิจประเภทไหน และเหมาะสมกับบริการอะไร ระหว่าง SEO กับ PPC